เมื่อมองหาโกดังให้เช่า หลายธุรกิจเริ่มต้นจากทำเล ขนาดพื้นที่ และค่าเช่ารายเดือน แต่ยังมีอีกเรื่องที่ส่งผลต่อการทำงานทุกวัน คือสินค้าจะเดินทางจากรถขนส่งเข้าไปถึงจุดจัดเก็บอย่างไร
พื้นที่บนอาคารอาจตอบโจทย์ธุรกิจที่จัดรอบขนสินค้าได้ ส่วนพื้นที่ชั้นล่างอาจสะดวกกับงานรับส่งของบ่อยหรือสินค้าขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งชั้นเพียงอย่างเดียวยังบอกไม่ได้ว่าแห่งใดเหมาะกว่า ต้องดูเส้นทางขนของ อุปกรณ์ที่ใช้ และต้นทุนรวมประกอบกัน
บทความนี้ชวนเปรียบเทียบทั้งสองรูปแบบ พร้อมคำถามที่ควรเตรียมก่อนนัดดูสถานที่จริง
1. โกดังบนอาคารกับโกดังชั้นล่างต่างกันตรงไหน?
ในบทความนี้ โกดังบนอาคาร หมายถึงพื้นที่จัดเก็บที่อยู่เหนือชั้นระดับพื้นดิน โดยการขนสินค้าอาจต้องใช้ลิฟต์ขนสินค้าและผ่านพื้นที่ส่วนกลาง ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละอาคาร
ส่วนโกดังชั้นล่าง หมายถึงพื้นที่จัดเก็บที่อยู่ชั้นระดับพื้นดิน ซึ่งอาจมีทางเข้าจากจุดจอดรถหรือจุดขนถ่ายโดยตรง แต่บางแห่งยังต้องผ่านทางลาด ทางเดิน หรือพื้นที่ร่วม จึงควรตรวจเส้นทางจริงเช่นเดียวกัน
| ประเด็นเปรียบเทียบ | โกดังบนอาคาร | โกดังชั้นล่าง |
|---|---|---|
| เส้นทางขนสินค้า | อาจมีขั้นตอนผ่านลิฟต์และทางเดินส่วนกลาง | อาจขนจากรถเข้าสู่พื้นที่ได้โดยตรงกว่า |
| การรับส่งของบ่อย | ต้องพิจารณารอบลิฟต์ เวลารอ และช่วงใช้งาน | ต้องพิจารณาจุดจอดรถและคิวขนถ่าย |
| สินค้าขนาดใหญ่ | ตรวจขนาดประตู ลิฟต์ ทางเดิน และจุดเลี้ยว | ตรวจประตู ความสูงทางเข้า และพื้นที่กลับรถ |
| น้ำหนักสินค้า | ตรวจทั้งพิกัดลิฟต์และความสามารถรับน้ำหนักพื้น | ยังต้องตรวจความสามารถรับน้ำหนักพื้น |
| ค่าใช้จ่าย | รวมค่าเช่ากับต้นทุนขนย้ายและค่าบริการที่เกี่ยวข้อง | รวมค่าเช่ากับต้นทุนขนย้ายและค่าบริการที่เกี่ยวข้อง |
| แผนสำรอง | ตรวจวิธีทำงานเมื่อลิฟต์หยุดหรือปิดซ่อม | ตรวจวิธีทำงานเมื่อจุดขนถ่ายหรือทางเข้าถูกปิด |
ไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าโกดังบนอาคารถูกกว่าเสมอ หรือโกดังชั้นล่างขนของง่ายทุกแห่ง เพราะสภาพพื้นที่และข้อกำหนดการใช้งานต่างกัน
2. ดูเส้นทางขนของให้ครบ ก่อนดูเพียงขนาดห้อง
พื้นที่สองแห่งที่มีขนาดเท่ากันอาจใช้แรงงานและเวลารับส่งสินค้าต่างกันมาก หากแห่งหนึ่งต้องย้ายสินค้าหลายต่อ หรือมีจุดรอระหว่างทาง
ตำรา Warehouse & Distribution Science โดย John J. Bartholdi III และ Steven T. Hackman บทที่ 10 เรื่อง Routing to reduce travel อธิบายว่าเวลาเดินทางเพื่อหยิบสินค้าเป็นต้นทุนแรงงานและมีผลต่อความรวดเร็วในการส่งสินค้า หลักการนี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการจัดเส้นทางภายในคลัง แต่ไม่ได้สรุปว่าโกดังชั้นใดเหมาะกับทุกธุรกิจ อ่านตำรา บทที่ 10
เมื่อนำมาประเมินพื้นที่เช่า ควรทดลองเดินตามเส้นทางจริงตั้งแต่ต้นจนจบ ได้แก่
- จุดจอดและรับสินค้า —> รถที่ใช้ประจำเข้าถึงได้หรือไม่ จอดขนถ่ายได้นานเท่าไร และมีพื้นที่พักสินค้าหรือไม่
- ลิฟต์ขนสินค้า —> ประตูและพื้นที่ภายในรองรับสินค้าพร้อมอุปกรณ์ขนย้ายได้หรือไม่ ต้องจองหรือรอคิวหรือไม่
- ทางเดินและจุดเลี้ยว —> รถเข็นที่บรรทุกของแล้วผ่านได้หรือไม่ มีธรณีประตูหรือทางต่างระดับตรงไหน
- ประตูและพื้นที่จัดเก็บ —> เมื่อสินค้าเข้าไปแล้ว ยังมีพื้นที่สำหรับหยิบ แพ็ก และเคลื่อนย้ายหรือไม่

เส้นทางขนสินค้าในภาพ: 1 จุดรับสินค้า → 2 ลิฟต์ขนสินค้า → 3 ทางเดิน → 4 พื้นที่จัดเก็บ ภาพจำลองเพื่ออธิบายแนวคิด ไม่ใช่ผังหรืออุปกรณ์จริงของอาคารไคตัค
หากทำได้ ควรนำขนาดสินค้าชิ้นใหญ่ที่สุดและขนาดรถเข็นที่ใช้งานจริงไปด้วย การวัดเฉพาะกล่องสินค้าอาจไม่พอ เพราะเมื่อวางบนพาเลตหรืออุปกรณ์ขนย้ายแล้ว ขนาดรวมจะเพิ่มขึ้น
3. เช็กลิฟต์และพื้นอาคารแยกกัน
สำหรับพื้นที่บนอาคาร การที่สินค้าขึ้นลิฟต์ได้ไม่ได้แปลว่าจะจัดเก็บได้ทุกตำแหน่ง ต้องตรวจสอบข้อจำกัดของลิฟต์และพื้นอาคารแยกจากกัน
ลิฟต์ขนสินค้า
ขอข้อมูลจากผู้ดูแลอาคารเกี่ยวกับขนาดประตู ขนาดภายใน พิกัดบรรทุก เวลาเปิดใช้งาน และประเภทอุปกรณ์ที่อนุญาต โดยพิจารณาน้ำหนักบรรทุกรวมตามข้อกำหนดการใช้งาน ไม่ใช่น้ำหนักสินค้าเพียงอย่างเดียว
ควรถามถึงรอบบำรุงรักษา วิธีแจ้งเหตุขัดข้อง และแผนรองรับเมื่อไม่สามารถใช้ลิฟต์ได้ด้วย
พื้นและชั้นวางสินค้า
แจ้งลักษณะสินค้า น้ำหนัก และรูปแบบชั้นวางให้ผู้ดูแลอาคารทราบ โดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำหนักมากหรือวางรวมกันเฉพาะจุด หากจำเป็นให้ผู้มีความรู้ด้านโครงสร้างตรวจสอบความเหมาะสมก่อนติดตั้ง
อย่านำพิกัดรับน้ำหนักของลิฟต์ไปใช้แทนพิกัดรับน้ำหนักของพื้น เพราะเป็นข้อจำกัดคนละส่วน
เส้นทางคนและอุปกรณ์ขนย้าย
OSHA ระบุว่าความเสี่ยงในงานคลังสินค้ารวมถึงการยกขน การใช้อุปกรณ์เคลื่อนย้าย และการลื่น สะดุด หรือหกล้ม จึงควรตรวจสภาพทางเดินและจุดที่คนอาจตัดผ่านเส้นทางขนสินค้า โดยใช้ข้อมูลนี้เป็นแนวทางพิจารณาความปลอดภัยทั่วไป ไม่ใช่ข้อรับรองของสถานที่ใด ข้อมูลด้านความปลอดภัยในคลังสินค้าจาก OSHA
4. เปรียบเทียบต้นทุนรวม ไม่ใช่เฉพาะค่าเช่า
ค่าเช่าที่ต่ำกว่าอาจไม่ได้ทำให้ต้นทุนรวมต่ำกว่า หากต้องใช้แรงงานเพิ่มหรือเสียเวลาขนย้ายมากขึ้น
วิธีเริ่มต้นคือเปรียบเทียบค่าเช่า ค่าบริการ และต้นทุนรับส่งสินค้าภายใต้ปริมาณงานเดียวกัน
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นตัวเลขสมมติทั้งหมด ไม่ใช่ราคาหรือค่าบริการของ WarehouseBKK ไม่ใช่อัตราค่าจ้างหรือราคาตลาด และไม่ได้แทนโกดังชั้นใดโดยเฉพาะ
สมมติว่ารับส่งสินค้าปริมาณเท่ากัน พื้นที่ A ใช้แรงงานขนย้ายรวม 60 คน-ชั่วโมงต่อเดือน ส่วนพื้นที่ B ใช้ 20 คน-ชั่วโมง หากกำหนดต้นทุนแรงงานสมมติ 100 บาทต่อคน-ชั่วโมง จะได้ต้นทุนขนย้าย 6,000 และ 2,000 บาทตามลำดับ
คน-ชั่วโมง คือจำนวนคนคูณเวลาทำงาน เช่น 2 คนทำงานคนละ 1 ชั่วโมง เท่ากับ 2 คน-ชั่วโมง การเปรียบเทียบจริงควรใช้เวลาทำงานและต้นทุนของธุรกิจตนเอง
| รายการต่อเดือน | พื้นที่ A | พื้นที่ B |
|---|---|---|
| ค่าเช่า | 15,000 บาท | 18,000 บาท |
| ต้นทุนแรงงานขนย้ายที่ประเมิน | 6,000 บาท | 2,000 บาท |
| รวมเฉพาะสองรายการ | 21,000 บาท | 20,000 บาท |
ตัวอย่างนี้แสดงว่า แม้พื้นที่ A มีค่าเช่าต่ำกว่า แต่เมื่อรวมต้นทุนขนย้ายที่ประเมินแล้ว พื้นที่ B กลับมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ทั้งนี้ ผลจริงขึ้นอยู่กับจำนวนเที่ยว ปริมาณสินค้า และวิธีทำงานของแต่ละธุรกิจ
ก่อนตัดสินใจควรตรวจเพิ่มเติมว่า มีค่าส่วนกลาง ค่าไฟ ค่าจอดรถ ค่าบริการขนย้าย หรือค่าปรับปรุงพื้นที่หรือไม่ ส่วนเงินประกันที่คืนได้ควรแยกเป็นเงินที่ต้องเตรียมก่อนเข้าใช้ ไม่ควรรวมเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนทั้งหมดทันที
5. ธุรกิจแบบไหนควรพิจารณาพื้นที่แต่ละรูปแบบ?
โกดังบนอาคารอาจเหมาะเมื่อ
- สินค้าและอุปกรณ์ขนย้ายผ่านประตู ลิฟต์ และทางเดินได้สะดวก
- วางแผนรับส่งสินค้าเป็นรอบได้
- ปริมาณขนย้ายสอดคล้องกับความสามารถและเวลาใช้งานลิฟต์
- ต้นทุนรวมและทำเลเหมาะกับการทำงานของธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่จัดเก็บสินค้าเป็นกล่องและรับเข้าเป็นรอบ อาจพิจารณาพื้นที่ลักษณะนี้ได้ แต่ต้องตรวจชนิดสินค้า น้ำหนัก และข้อกำหนดอาคารเป็นรายกรณี
โกดังชั้นล่างอาจเหมาะเมื่อ
- มีการรับส่งสินค้าถี่ตลอดวัน
- ต้องเคลื่อนย้ายสินค้าขนาดใหญ่หรือพาเลตจำนวนมาก
- ต้องการลดขั้นตอนเปลี่ยนอุปกรณ์หรือย้ายสินค้าหลายต่อ
- รถขนส่งเข้าถึงจุดรับส่งได้สะดวกและมีพื้นที่ทำงานเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม หากทางเข้าแคบ รถจอดไม่ได้ หรือใช้จุดขนถ่ายร่วมกับหลายราย พื้นที่ชั้นล่างก็อาจมีข้อจำกัดได้เช่นกัน
6. คำถามที่ควรเตรียมก่อนนัดดูโกดังให้เช่า
เพื่อให้เปรียบเทียบแต่ละแห่งได้ตรงกับงานจริง ควรเตรียมข้อมูลและคำถามต่อไปนี้
- เก็บสินค้าอะไร มีข้อกำหนดเรื่องอุณหภูมิ ความชื้น หรือการจัดเก็บเป็นพิเศษหรือไม่?
- สินค้าพร้อมบรรจุภัณฑ์มีขนาดและน้ำหนักมากที่สุดเท่าไร?
- รับเข้าและส่งออกวันละกี่เที่ยว ช่วงไหนมีปริมาณงานสูงสุด?
- ใช้รถขนส่งและอุปกรณ์เคลื่อนย้ายประเภทใด?
- ต้องแบ่งพื้นที่สำหรับชั้นวาง ทางเดิน แพ็กสินค้า และพักสินค้ารอส่งเท่าไร?
- เข้าใช้งานและขนถ่ายสินค้าได้ช่วงเวลาใด?
- ค่าใช้จ่ายใดรวมอยู่ในค่าเช่า และมีรายการใดคิดแยก?
- หากลิฟต์หรือจุดขนถ่ายใช้งานไม่ได้ จะดำเนินงานต่ออย่างไร?
การเตรียมข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ให้เช่าตรวจสอบความเหมาะสมของพื้นที่ได้ชัดเจนกว่าการแจ้งเพียงจำนวนตารางเมตรที่ต้องการ
เลือกพื้นที่จากวิธีทำงานของธุรกิจ
โกดังให้เช่าบนอาคารและโกดังชั้นล่างมีข้อจำกัดต่างกัน พื้นที่ที่เหมาะควรรองรับสินค้า เส้นทางขนย้าย และรอบการทำงานได้จริง พร้อมมีต้นทุนรวมที่ธุรกิจรับไหว
ก่อนเช่า ควรดูสถานที่จริง ทดลองตรวจเส้นทางตั้งแต่จุดรับสินค้าถึงพื้นที่จัดเก็บ และขอข้อมูลข้อจำกัดที่สำคัญจากผู้ให้เช่าให้ครบ
สำหรับผู้ที่มองหาพื้นที่จัดเก็บในย่านเมืองทองธานี สามารถดูรายละเอียด พื้นที่โกดังให้เช่าของ WarehouseBKK ที่อาคารไคตัค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี และแจ้งประเภทสินค้า ขนาดพื้นที่ และรอบขนส่งที่ต้องการ เพื่อสอบถามพื้นที่ว่างและเงื่อนไขปัจจุบันก่อนนัดชม
